หน้าแรก   ติดต่อเรา    แผนผังเว็บไซต์  
 
 หน้าแรก 
 แผนที่ 
 วันหยุดราชการ 
 พบทูตไทย 
 สถานเอกอัครราชทูต 
 สถานกงสุลใหญ่ 
 ข่าวน่ารู้ 
17 May 2012 15:27:22
Thai Embassy   Google    
ความร่วมมือ ไทย-อินเดีย
ความสัมพันธ์และความร่วมมือ ไทย-อินเดีย
ความตกลงทวิภาคี ไทย-อินเดีย
ความสัมพันธ์และความร่วมมือ ไทย-อินเดีย
ความสัมพันธ์และความร่วมมือ ไทย-อินเดีย
๑. ความสัมพันธ์และความร่วมมือ ไทย-อินเดีย ด้านการเมือง การทหาร และความมั่นคง

ด้านการเมือง

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอินเดีย เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๙๐ โดยเป็นระดับอัครราชทูต ในระยะแรก ต่อมา ได้ยกระดับขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูต เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๔๙๔ ขณะนี้ ไทยมีสถานเอกอัครราชทูตตั้งอยู่ที่กรุงนิวเดลี และมีสถานกงสุลใหญ่อีก ๓ แห่ง ที่เมืองกัลกัตตา เมืองมุมไบ และเมืองเจนไน ส่วนอินเดีย มีสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพฯ และมีสถานกงสุลประจำจังหวัดเชียงใหม่ และสถานกงสุลประจำจังหวัดสงขลา

ในยุคสงครามเย็นซึ่งโลกแบ่งออกเป็นสองค่าย อินเดียมีความใกล้ชิดกับค่ายสังคมนิยมซึ่งมีสหภาพ โซเวียตเป็นผู้นำ ในขณะที่ไทยมีความใกล้ชิดกับค่ายเสรีนิยมซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ ความสัมพันธ์ไทย-อินเดีย ในด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมจึงห่างเหินกันไประยะหนึ่ง หลังสงครามเย็นสิ้นสุด ในช่วงต้นทศวรรษ ๑๙๙๐ อินเดียได้ปรับเปลี่ยนนโยบายด้านการต่างประเทศ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม และได้ริเริ่มนโยบายมองตะวันออกเพื่อขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือกับภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินนโยบายมุ่งตะวันตก (Look West Policy) ของไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับอินเดียในฐานะมหาอำนาจและเป็นตลาดการค้าที่มีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ไทยและอินเดียมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง ทั้งการเยือนของ พระราชวงศ์ และการเยือนของผู้นำฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการอย่างต่อเนื่อง สมเด็จพระบรม- โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ ๒ ครั้ง และทรงทำการบินผ่านเมือง มุมไบอีกหลายครั้ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย ๑๑ ครั้ง สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย ๗ ครั้ง

ในระดับผู้นำรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการในปี ๒๕๕๐ นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียเพื่อเข้าร่วมประชุมระดับผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ ๒ ในปี ๒๕๕๑ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๔ ฝ่ายอินเดีย นายกรัฐมนตรี Atal Bihari Vajpayee เยือนไทยอย่างเป็นทางการในปี ๒๕๔๖ นายกรัฐมนตรี Manmohan Singh เดินทางเข้าร่วมการประชุม BIMSTEC Summit ครั้งที่ ๑ ในปี ๒๕๔๗ ที่กรุงเทพฯ และเข้าร่วมการประชุมสุดยอด อาเซียน-อินเดีย ครั้งที่ ๗ ในปี ๒๕๕๒ ที่หัวหิน

ทางฝ่ายนิติบัญญัติ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการในปี ๒๕๔๗ และนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาปัจจุบัน เยือนอินเดียในเดือนธันวาคม ๒๕๕๒

กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญระหว่าง ไทย-อินเดีย ได้แก่ คณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือ ทวิภาคี และคณะกรรมการร่วมระดับอธิบดี เพื่อติดตามและเร่งรัดความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ครอบคลุมทุกสาขา

ด้านการทหาร

ไทยและอินเดียมีความสัมพันธ์ด้านการทหารที่ใกล้ชิด โดยมีความร่วมมือที่สำคัญ อาทิ การ แลกเปลี่ยนการเยือนของผู้บังคับบัญชาระดับสูงและเจ้าหน้าที่ การแลกเปลี่ยนผู้ช่วยทูตทหาร การแลกเปลี่ยนนายทหารเข้ารับการศึกษาฝึกอบรมและการดูงานด้านต่างๆ การแลกเปลี่ยนการเยือนเมืองท่าของเรือรบและหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ การฝึกร่วมของชาติต่างๆ ในทะเลที่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลอันดามันและอ่าว เบงกอล และการลาดตระเวนทางทะเลร่วมกันในพื้นที่เขตติดต่อระหว่างไทย-อินเดียในทะเลอันดามัน

ปัจจุบัน ไทยจัดตั้งสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือ และสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศ ประจำการอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และฝ่ายอินเดียมีสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศประจำสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการทหาร

ด้านความมั่นคง

ไทยและอินเดียมีความร่วมมือด้านความมั่นคงโดยมีกลไกที่มีการจัดตั้งเป็นสถาบัน (Institutionalize) ซึ่งได้แก่ คณะทำงานร่วมด้านความมั่นคงไทย - อินเดีย (Thailand - India Joint Working Group on Security Cooperation) ขึ้นในปี ๒๕๔๖ โดยมีการดำเนินความร่วมมือหลัก ๗ ด้าน ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ความร่วมมือทางทหาร การปราบปรามยาเสพติด การต่อต้านการฟอกเงิน การต่อต้านการก่อการร้ายและการค้าอาวุธ การโยกย้ายถิ่นฐานโดยผิดกฎหมาย การต่อต้านอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

๒. การส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือ ไทย-อินเดีย ด้านเศรษฐกิจ

ความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการค้า

ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา ปริมาณและมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินเดียได้ขยายตัวและเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วจาก ๒.๐๕ พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ๒๕๔๗ เป็น ๖.๖๔ พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ๒๕๕๓ โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๕ จากปี ๒๕๕๒ ซึ่งอยู่ที่ ๔.๙๕ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังจากเศรษฐกิจโลกได้ฟื้นตัวตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๓ มูลค่าและปริมาณการค้าระหว่างไทยกับอินเดียน่าจะมีโอกาสขยายตัวต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการลงนามความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับอินเดียและระหว่างอาเซียนกับอินเดีย โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าให้บรรลุ ๑๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ๒๕๕๗

สินค้าส่งออกจากไทยไปอินเดีย ๕ อันดับแรก ในปี ๒๕๕๒ ได้แก่

  1. เม็ดพลาสติก
  2. เคมีภัณฑ์
  3. รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
  4. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และ
  5. เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ

สำหรับสินค้านำเข้าจากอินเดียมาไทย ๕ อันดับแรก ในปี ๒๕๕๒ ได้แก่

  1. เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ
  2. เคมีภัณฑ์
  3. พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช
  4. ) เครื่องใช้ไฟฟ้า ในบ้าน และ
  5. สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์

ไทยและอินเดียได้จัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ทั้งในกรอบทวิภาคี (ไทย-อินเดีย) และพหุภาคี (อาเซียน-อินเดีย และ BIMSTEC) ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

ในด้านการค้า ไทยและอินเดียต่างมีบริษัทที่เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจระหว่างกันจำนวนมาก อีกทั้งยังมีกลไกความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขยายการค้าและการบริการธุรกิจระหว่างกัน อาทิ สภาธุรกิจ ไทย-อินเดีย (Thai-Indian Business Council) ซึ่งมีเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนอินเดีย ตลอดจนองค์กรภาคธุรกิจของอินเดีย เช่น FICCI, CII และ ASSOCHAM ซึ่งมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ปัญหา/อุปสรรค

Legislative Council (ทำหน้าที่คล้ายราชยสภา) มีสมาชิกไม่มากกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิก Legislative Assembly และไม่น้อยกว่า ๔๐ คน สมาชิกหนึ่งในสามได้รับเลือกตั้งโดยสมาชิก Legislative Assembly หนึ่งในสามมาจากผู้ดำรงตำแหน่งในองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หนึ่งในสิบสองเป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในสถานศึกษาของรัฐ ที่เหลือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าการรัฐ

Legislative Assembly (ทำหน้าที่คล้ายโลกสภา) มีสภาชิกได้ไม่เกิน ๕๐๐ คน และไม่น้อยกว่า ๖๐ คน ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนตามการแบ่งเขตการเลือกตั้ง

  1. อัตราภาษีศุลกากรสูง โครงสร้างการจัดเก็บภาษีซับซ้อน และการขาดความเป็นเอกภาพของนโยบายด้านภาษีและการส่งเสริมการลงทุนระหว่างรัฐต่าง ๆ ของอินเดีย
  2. กระบวนการของพิธีการศุลกากรมีความล่าช้าและไม่เป็นระบบ และขาดการรวบรวมข้อมูลด้านภาษีศุลกากรที่เป็นเอกภาพ
  3. การขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ภายในอินเดีย ซึ่งทำให้ต้นทุนในการผลิตและกระจายสินค้าสูง
  4. พิธีการตรวจสอบมาตรฐานทางสุขอนามัยมีความล่าช้า และมีขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน
  5. มีกฎระเบียบและการดำเนินมาตรการที่เป็นอุปสรรคสำหรับการค้าสินค้าเป็นจำนวนมาก เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ซึ่งอินเดียใช้ในการปกป้องตลาดของตน มีสินค้าของไทยหลายรายการถูกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและอินเดียควรดำเนินการหารือ เพื่อหาทางป้องกันและแก้ไขต่อไป
  6. อินเดียมีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร แต่ขาดการบังคับใช้และการป้องกันปราบปรามการละเมิดกฎหมายอย่างจริงจัง
  7. การผูกขาดทางการค้าสินค้าโภคภัณฑ์หลายประการ อาทิ ข้าว ข้าวสาลี เนื้อมะพร้าวแห้ง เป็นต้น และอุปสรรคจากการขออนุญาตนำเข้าสินค้าบางชนิดของรัฐบาลอินเดียผ่าน state trade agent




©Copyright 2007. Royal Thai Embassy. Designed by TNT.
F-4/5 Vasant Vihar, New Delhi, 110057
Telephone : (+91 11) 2615 0130-34
Fax : (+91 11) 2615 0128-29 Website : http://www.thaiemb.org.in