ธงประจำชาติ
สีแดง แทนชาติ
สีขาว ก่อให้เกิดศาสนา
สีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์แห่งกษัตริย์

ธงประจำชาติของประเทศไทยที่ถูกอัญเชิญขึ้นสู่ยอดเสาอย่างเป็นทางการ ในทุกเช้าและทุกๆ ที่ นั้นประกอบด้วยแถบสีจำนวน 5 แถบ เรียงกันตามแนวนอนอันได้แก่ สีแดง, สีขาว, และสีน้ำเงิน ความกลมกลืนในการออกแบบนี้ แสดงถึงความเคารพที่มีต่อสถาบันอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจทั้ง 3 ของประเทศไทย

ธง 3 สีซึ่งเรียกกันในภาษาไทยว่า “ธงไตรรงค์” นี้ได้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เมื่อปี พ.ศ. 2460 ซึ่งแต่เดิมมีการใช้ธงที่มีพื้นสีแดง และมีรูปช้างเผือก (อันเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์) อยู่ตรงกลาง
 
สถานที่ตั้ง
ประเทศไทยตั้งอยู่บนใจกลางแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตจากทิศเหนือถึงทิศใต้เป็นระยะทางประมาณ 1,620 กิโลเมตรและ 775 กิโลเมตรจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตก มีพรหมแดนทางด้านทิศเหนือติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสหภาพพม่า ทิศตะวันออกติดกับราชอาณาจักรกัมพูชาและอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดกับสหภาพพม่าและมหาสมุทรอินเดีย และติดกับประเทศมาเลเซียทางด้านทิศใต้

เมืองหลวง:กรุงเทพมหานคร

เมืองใหญ่:ภาคเหนือ: เชียงใหม่, ภาคใต้: สงขลา, ภาคกลาง: อยุธยาและชลบุรี, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: นครราชสีมาและขอนแก่น
 
ประวัติศาสตร์
ยังมีความขัดแย้งกันในเรื่องต้นกำเนิดของคนไทย เราได้ตั้งสมมุติฐานไว้เมื่อกว่าสามทศวรรษที่แล้วว่า คนไทยถือกำเนิดขึ้นทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวนในประเทศจีนเมื่อประมาณ 4,500 ปีก่อน หลังจากนั้นได้อพยพลงมายังถิ่นฐานปัจจุบัน อย่างไรก็ตามทฤษฎีนี้ได้ถูกเปลี่ยนไปหลังการค้นพบสิ่งประดิษฐ์ก่อนประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งที่หมู่บ้าน “บ้านเชียง” ในเขตอำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานีซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ การค้นพบหลักฐานสำคัญอย่างทองสัมฤทธิ์ซึ่งเป็นโลหะวิทยาที่ย้อนกลับไปเมื่อ 3,500 ปีก่อน และยังมีที่สิ่งบ่งชี้อื่นๆ ที่แสดงถึงวัฒนธรรมอันซับซ้อนมากเกินกว่าที่นักโบราญคดีเคยตั้งข้อสังเกตไว้ ในตอนนี้ดูเหมือนว่าคนไทยอาจจะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย จากนั้นจึงกระจัดกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ของเอเชีย รวมถึงบางพื้นที่ของประเทศจีน สยามคือชื่อเรียกที่นานาประเทศคุ้นเคยจนถึงปี พ.ศ. 2482 และอีกครั้งในระหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2492 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 ได้มีการเปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการมาเป็น “ประเทศไทย” หรือ “ไทยแลนด์” และกลายเป็นชื่อที่รู้จักกันนับแต่นั้นมา คำว่า “ไทย” มีความหมายว่า “อิสรภาพ เสรีภาพ” ดังนั้น “ประเทศไทย” จึงหมายถึง “ดินแดนแห่งอิสรภาพและเสรีภาพ”
 
ภูมิอากาศ
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนชื้นและมีมรสุม อุณหภูมิจะสูงสุดช่วงเดือนมีนาคมและเดือนเมษายนโดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 28 ถึง 38 องศาเซลเซียส ส่วนความชื้นเฉลี่ยระหว่าง 82.8 ถึง 73 เปอร์เซ็นต์
 
ฤดูกาล
ฤดูร้อน : มีนาคมถึงพฤษภาคม, ฤดูฝน : มิถุนายนถึงตุลาคม, ฤดูหนาว : พฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์
 
ประชากร
ประชากรในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 62 ล้านคน โดยอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครประมาณ 6 ล้านคน
 
ภาษา
ภาษาประจำชาติและภาษาราชการคือภาษาไทย ขณะที่ภาษาอังกฤษที่ถูกใช้และเป็นที่เข้าใจกันอย่างแพร่หลายในเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและในย่านธุรกิจ
 
เวลาทำการ
สถานที่ราชการและสำนักงานต่าง ๆ จะทำการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ตั้งแต่เวลา 8:30 น. ถึง 16:30 น.
 
ระบบไฟฟ้า
220 โวลต์ 50 เฮิร์ตซ์ ทั่วประเทศ
 
ธนาคาร
ธนาคารของประเทศคือธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการพาณิชย์หลัก ๆ คือ ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกสิกรไทยและธนาคารทหารไทย เปิดทำการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ตั้งแต่เวลา 10:00 น. – 17:00 น. และมีธนาคารนานาชาติหลายแห่งที่เปิดสำนักงานอยู่ในประเทศไทยเช่นกัน
 
สกุลเงิน
หน่วยเงินมาตรฐานคือเงินบาท
1 บาท = 100 สตางค์
ธนบัตร : 10, 20, 50, 100, 500, 1,000 บาท
มีอายุใช้ได้ถึง 90 วัน
เหรียญ : 1, 5, และ 10 บาท
 
หนังสือพิมพ์และสื่อ
มีสถานีวิทยุมากกว่า 100 ช่องสถานีในประเทศไทย โดยทั้งหมดเป็นของรัฐบาลแต่บริษัทเอกชนจะได้รับสัมปทานในการออกอากาศรายการต่างๆ การออกอากาศมีทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษพร้อมกับมีการออกอากาศข่าวทุกชั่วโมง มีหนังสือพิมพ์รายวันมากกว่า 20 ฉบับในประเทศไทย หนังสือพิมพ์ไทยหลักๆ ได้แก่ไทยรัฐ, เดลินิวส์, สยามรัฐ, มติชน, แนวหน้า, สยามโพส, บ้านเมือง, กรุงเทพธุรกิจ, วัฏจักรและผู้จัดการ ส่วนหนังสือพิมพ์รายวันภาคภาษาอังกฤษหลักๆ มีอยู่ 2 ฉบับคือบางกอกโพสและเดอะเนชั่น นอกจากนี้ยังมีนิตยสารภาคภาษาอังกฤษอีกมากมายและสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ จะมีทั้งในภาษาญี่ปุ่น, ภาษาจีนและภาษาทางทวีปยุโรปอื่น ๆ นักท่องเที่ยวยังสามารถเลือกซื้อหนังสือพิมพ์, นิตยสารและหนังสือต่างประเทศได้อีกด้วย

มีสถานีโทรทัศน์ 6 สถานี, ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และ TITV ซึ่งจะออกอากาศรายการ, ข่าวสารและการถ่ายทอดสดเหตุการณ์พิเศษต่าง ๆ ส่วนเคเบิลทีวีก็มีไว้คอยให้บริการกับสมาชิกเช่นกัน

มีสถานีวิทยุมากกว่า 100 สถานีในประเทศไทยซึ่งทั้งหมดมีรัฐบาลเป็นเจ้าของแต่ให้สัมปทานกับบริษัทเอกชนเพื่อออกอากาศรายการต่าง ๆ การออกอากาศจะมีทั้งภาคภาษาไทยและภาคภาษาอังกฤษ และมีการเสนอข่าวสารทุกชั่วโมง ประเทศไทยนั้นให้อิสระกับสื่อมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเห็นได้จากสื่อสิ่งพิมพ์ภาษาไทยจำนวนมากที่เสนอความจริงเกี่ยวกับทุก ๆ เรื่องราว
 
สถานพยาบาลและสถานรักษาสุขภาพ
กรุงเทพมหานครมีคลีนิกและโรงพยาบาลเป็นจำนวนมากซึ่งจะคอยตอบสนองความต้องการได้เป็นอย่างดี โรงพยาบาลทั้งของรัฐบาลและเอกชนนั้นเพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือทางการแพทย์อันทันสมัยและแพทย์ผู้ชำนาญการ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อเวชภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย แต่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำประปา
 
กฎระเบียบสำหรับนักท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาประเทศไทยต้องมีพาสปอร์ตหรือเอกสารการเดินทางและวีซ่าก่อนที่จะเข้าประเทศไทย นักท่องเที่ยวจากบางประเทศจะได้รับอนุญาตให้พักอยู่ได้15 วันโดยไม่ต้องใช้วีซ่าโดยมีข้อแม้ว่านักท่องเที่ยวต้องมีตั๋วเครื่องบินซึ่งยืนยันการเดินทางออกนอกประเทศภายใน 15 วัน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ จะได้รับอนุญาตให้ยื่นขอวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวได้ ณ. จุดผ่านแดนทั้งหมด วีซ่าสำหรับการเดินทางผ่าน(Transit) จะได้รับอนุญาตให้พักได้ 30 วัน และวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจะได้รับอนุญาตให้พักได้ 60 วัน ส่วนวีซ่าสำหรับ Non-immigrants, นักการทูตและข้าราชการจะสามารถพักได้ 90 วัน
 
การให้บริกการโทรศัพท์

ขอความช่วยเหลือ: 1133 (กรุงเทพฯ) และ 183 (ต่างจังหวัด)
การให้บริการโทรศัพท์ทางไกล: 100
โทรศัพท์ระหว่างประเทศ: 001 + รหัสประเทศ + รหัสพื้นที่ + หมายเลขโทรศัพท์
การให้บริการของ AT&T USA: 001 – 999 – 11111

 
โทรฉุกเฉิน
ตำรวจสายตรวจ: 191
กองดับเพลิง: 199
รถพยาบาล (กรุงเทพฯ): 0 - 2252 – 2171 – 5
ข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว (สำนักงานใหญ่องค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย): 0 – 2694 – 1222 ต่อ 1000 – 1004, 0-2282 – 9773 – 6
ข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว (สำนักงานที่สนามบิน): Terminal I : 0 – 2523 – 8972 – 3, Terminal II : 0 – 2535 – 2669
ตำรวจท่องเที่ยว: 195, 1155
ศูนย์ให้บริการนักท่องเที่ยว: 1155

ที่มา: กระทรวงการต่างประเทศ, รัฐบาลไทย