|
Rise of India : พัฒนาการของการก้าวไปสู่ความเป็นมหาอำนาจของอินเดีย
ทางด้านการเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมในเวทีโลก
หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระบบการเมือง การทหาร ความมั่นคง และระบบเศรษฐกิจของ
โลกแบ่งเป็น ๒ ค่าย คือค่ายสังคมนิยม มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ และค่ายเสรีนิยมมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ
ในช่วงแรก ภายหลังจากที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของนาย
เยาวหราล เนรูห์ นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย (ค.ศ.๑๙๔๗-๑๙๖๔) ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เนื่องจากไม่ต้องการเข้ากับขั้วอำนาจใดอำนาจหนึ่ง และเป็นผู้นำในการก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือของกลุ่มประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Alignment Movement) ซึ่งมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นประเทศสังคมนิยมและประเทศกำลังพัฒนาจากทุกทวีป อย่างไรก็ดี ในยุคของรัฐบาลภายใต้การนำของนางอินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรี อินเดียเริ่มเปลี่ยนทิศทางในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยมีปัจจัยที่สำคัญคือ สหรัฐฯ โดยการนำของ ประธานาธิบดี Nixon ในขณะนั้น ดำเนินนโยบายเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีนโดยมีปากีสถานเป็นผู้สนับสนุน เพื่อคานอำนาจและอิทธิพลของสหภาพโซเวียต จึงทำให้อินเดียซึ่งมีข้อขัดแย้งกับจีนและปากีสถานจำเป็นต้องหันมามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหภาพ
โซเวียต ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม เป็นการสร้างขั้วอำนาจอีกขั้วหนึ่ง โดยในปี ค.ศ. ๑๙๗๑ อินเดียและโซเวียตลงนามใน Treaty of Friendship and Cooperation ทำให้อินเดียได้รับความช่วยเหลือและนำเข้าอาวุธยุธภัณฑ์จากสหภาพโซเวียตเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นพันธมิตรทางทหารระหว่างอินเดียและสหภาพโซเวียต ซึ่งเพิ่มความแข็งแกร่งและแสนยานุภาพทางทหารให้แก่อินเดีย
ภายหลังสิ้นสุดสงครามเย็นและการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ขั้วอำนาจของโลก
เปลี่ยนไป อินเดียที่เคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียตและประเทศในกลุ่มสังคมนิยมทั้งด้านการเมือง การทหาร ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม จำเป็นต้องปรับทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ประกอบกับในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ อินเดียประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจจากระบบสังคมนิยมแบบโซเวียตเป็นระบบเศรษฐกิจการตลาด และเริ่มเปิดเสรีการค้า การลงทุนกับต่างประเทศมากขึ้น และได้ปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศให้เป็นแบบ multidirectional diplomacy เพื่อตอบสนองต่อทั้งการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมือง ความมั่นคงและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน
อินเดียเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับโลกตะวันตกมากขึ้น ทั้งสหรัฐฯ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี
รวมทั้งอิสราเอล ซึ่งกลายเป็นแหล่งนำเข้าอาวุธอันดับสองของอินเดียรองจากรัสเซีย ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เองก็เริ่มสนใจอินเดียในฐานะตลาดใหม่ขนาดใหญ่ และในทางภูมิรัฐศาสตร์ก็เริ่มเห็นความสำคัญในการผูกมิตรกับอินเดียเพื่อถ่วงดุลอำนาจของจีนในเอเชีย อย่างไรก็ดี ในระยะแรก
ความสัมพันธ์อินเดีย-สหรัฐฯ พัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ความสัมพันธ์สองฝ่ายพัฒนาใกล้ชิดมากขึ้นในยุคหลังเกิดเหตุการณ์ ๙/๑๑ เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการพันธมิตรในการทำสงครามต่อต้านการ
ก่อการร้าย และความสัมพันธ์พัฒนาไปอีกขั้นในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ เมื่ออินเดียและสหรัฐฯ ประกาศดำเนินความสัมพันธ์ในกรอบ Next Step Strategic Partnership โดยมีประเด็นความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ ที่สำคัญ ๓ ประการคือ civilian nuclear activities, civilian space programmes และ high technology trade และต่อมา ในปี ค.ศ. ๒๐๐๕ เมื่อนาย Manmohan Singh นายกรัฐมนตรีอินเดียเดินทางเยือนสหรัฐฯ ได้มีข้อตกลงด้านนิวเคลียร์พลเรือนกับสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การผ่อนปรนกฎระเบียบการค้าวัสดุนิวเคลียร์แก่อินเดียของกลุ่มประเทศ Nuclear Supplier Group (NSG) และการลงนามในความตกลงด้านนิวเคลียร์พลเรือนกับสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. ๒๐๐๑ ซึ่งถือเป็นการยุติการที่อินเดียถูกโดดเดี่ยวจากการมีความร่วมมือทางนิวเคลียร์ ทำให้ อินเดียสามารถเข้าถึงเทคโนโลยขั้นสูงทางนิวเคลียร์ สามารถสร้างโรงงานผลิตพลังงานนิวเคลียร์ได้เพิ่มขึ้น มีเชื้อเพลิงนิวเคลียร์อย่างเพียงพอ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ในด้านความมั่นคงทางพลังงานของอินเดีย และทำให้อินเดียเป็นมหาอำนาจทางนิวเคลียร์อย่างแท้จริง
นอกเหนือจากความร่วมมือด้านนิวเคลียร์แล้ว อินเดียยังมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับ
สหรัฐฯ ในด้านการทหารมากยิ่งขึ้น ในอดีตอินเดียซื้ออาวุธยุธโธปกรณ์จากรัสเซียเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน โดยที่อินเดียมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น จึงสามารถทุ่มเทงบประมาณในด้านการทหารมากขึ้น อินเดียจึงเริ่มสนใจที่จะซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ และประเทศยุโรปอื่นๆ อาทิ ฝรั่งเศสและสวีเดน เนื่องจากเห็นว่าประเทศตะวันตกเหล่านี้ มีเทคโนโลยีด้านการทหารที่ทันสมัยกว่ารัสเซีย เพื่อมุ่งที่จะพัฒนาแสนยานุภาพของกองทัพของตน นอกจากนี้ อินเดียยังมีการฝึกซ้อมกำลังรบร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ ทั้งทางอากาศ ทางบก และทางทะเล ทั้งหมดนี้ก็เพื่อคานอำนาจของจีนที่เริ่มจะแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในมหาสมุทรอินเดีย กับทั้งเพื่อรับมือกับภัยคุกคามของการก่อการร้ายจากประเทศเพื่อนบ้าน และการก่อการร้ายภายในประเทศ
ปัจจุบัน อินเดียถือเป็นประเทศมหาอำนาจทางทหารที่สำคัญประเทศหนึ่งในโลก มี
กองทัพเรือที่ใหญ่เป็นอันดับ ๔ ของโลก สามารถผลิตเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ได้เอง มีเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือพิฆาต เรือสงครามทุ่นระเบิด ฯลฯ มีอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง อาทิ อาวุธที่ใช้กับหน่วยกองพลยานเกราะต่างๆ อาวุธนำวิถีและขีปนาวุธ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาวุธที่อินเดียพัฒนาและผลิตเอง อาทิ อาวุธปล่อยนำวิถี พื้นสู่พื้น BrahMos อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Akash ขีปนาวุธต่อต้านขีปนาวุธในชั้นบรรยากาศโลก ศักยภาพด้านการทหารของอินเดียพัฒนาไปสู่ขั้นการพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตัวเอง โดยเน้นการพัฒนาอาวุธทางยุทธศาสตร์ (ดาวเทียม ขีปนาวุธ นิวเคลียร์) และในอนาคตมีเป้าหมายที่จะพัฒนาไปถึงขั้นการเป็นประเทศผู้ผลิตอาวุธ (Design – Develop –Produce)
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์อินเดีย-สหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีโอบามา ถูกมองว่า ลดระดับ
ความสำคัญลง เนื่องจากนโยบายบางประการของประธานาธิบดีโอบามามีผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับอินเดีย อาทิ การส่งเสริมความสัมพันธ์กับจีน ปากีสถาน นโยบายเรื่องแคชเมียร์ Nuclaer Non-prolifeartion และนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ต่อต้านการดำเนินธุรกิจในลักษณะ outsourcing
อย่างไรก็ดี อินเดียยังจำเป็นจะต้องสานต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพราะยังมีผลประโยชน์
ที่สำคัญที่อินเดียต้องการหลายประการ คือ ความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ โดยเฉพาะต้องการผลักดันการจัดทำข้อตกลง เกี่ยวกับเรื่องการนำเชื้อเพลิงนิวเคลียร์กลับมาใช้ใหม่ (arrangements on reprocessing of spent nuclear fuel) การค้าเทคโนโลยีขั้นสูง (High Technology Trade) ความร่วมมือในเรื่องพลังงานสะอาดและพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง การเกษตร และการศึกษา โดยเฉพาะในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งมีความสำคัญต่อเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางอาหารของอินเดีย และความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้าย
ในขณะที่ด้านหนึ่งอินเดียสานต่อความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในประเด็นที่อินเดียมีผลประโยชน์
แต่โดยที่รัฐบาลปัจจุบันของสหรัฐฯ เปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายต่ออินเดียโดยลดความสำคัญของอินเดียลง และโดยที่สหรัฐฯ มีท่าทีในบางเรื่องที่ขัดต่อผลประโยชน์ของอินเดียและประเทศกำลังพัฒนา อาทิ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นการผลักให้อินเดียหันกลับมาส่งเสริมความร่วมมือกับรัสเซียและจีนด้วยเช่นกัน
อินเดียและรัสเซียรื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดอีกครั้งในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ ซึ่งสองฝ่าย
ประกาศการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน โดยมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมในด้านพลังงานนิวเคลียร์ อวกาศ เทคโนโลยีทางทหาร ความร่วมมือในการวิจัย และเทคโนโลยีขั้นสูง สาเหตุที่ อินเดีย-รัสเซีย ยังจำเป็นต้องดำเนินความสัมพันธ์ในลักษณะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ก็เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความสัมพันธ์ สหรัฐฯ-จีน สหรัฐฯ-ปากีสถาน และ จีน-ปากีสถาน อย่างไรก็ดี ทิศทางการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทหารของอินเดียกับรัสเซีย ซึ่งเป็นมิติสำคัญของความร่วมมือ ได้เปลี่ยนไปเพื่อตอบสนองผลประโยชน์แห่งชาติของอินเดียมากขึ้น คืออินเดียพยายามลดการพึ่งพาการนำเข้าอาวุธจากรัสเซียเพียงอย่างเดียว และมุ่งเน้นการร่วมผลิต การค้นคว้าวิจัยทางด้านอวกาศ นิวเคลียร์ วิทยาศาสตร์ และพลังงาน มากขึ้น เพื่อการถ่ายโอนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตอาวุธของอินเดียเอง
ล่าสุด ในระหว่างการเยือนรัสเซียของ นรม.อินเดียเมื่อต้นเดือนธันวาคม ๒๐๐๙ สองฝ่ายได้ร่วมลงนามในความตกลงทางนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นความตกลงที่ให้ประโยชน์แก่อินเดียมากยิ่งกว่าความตกลงที่อินเดียมีกับสหรัฐฯ ในประเด็นที่อนุญาติให้มีการถ่ายทอด reprocessing technology ได้ และรัสเซียให้หลักประกันเรื่องการส่งเชื้อเพลิงให้อินเดียโดยปราศจากเงื่อนไข แม้ว่าอินเดียจะทำการทดลองอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้งก็ตาม

จากที่อินเดียเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น จึงมีความสัมพันธ์และความร่วมมือทางด้านการเมือง การทหาร การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้อินเดียมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีด้านอวกาศ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology – IT) นิวเคลียร์ อุตสาหกรรมยา และแพทยศาสตร์
ในช่วง ๑๐ ปี ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สร้างรายได้จาก ๑๕๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ๒๕๓๔ เป็น ๑๗.๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ๒๕๔๕ และในปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐ การส่งออกซอฟต์แวร์และบริการมีมูลค่า ๓๓.๗ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เพราะอินเดียมีประชากรร้อยละ ( ที่มีความเป็นอยู่และการศึกษาดีในระดับนานาชาติ และมีสถาบันการศึกษาคุณภาพสูงที่เน้นการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ อินเดียยังเห็นว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เป็นอุตสาหกรรมสะอาดปราศจากมลพิษ เป็นการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีการลงทุนต่ำและมีมูลค่าเพิ่มในการส่งออกสูงมาก ประกอบกับการสนับสนุนอย่างจริงจังของภาครัฐ ทั้งในระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น มีการจัดตั้งองค์กรเฉพาะของภาครัฐ ที่ทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาการส่งออกซอฟต์แวร์ คือ Software Technology Parks of India (STPI)
รัฐกรณาฏกะ (Karnataka) เป็นรัฐที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสูงที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะที่เมืองบังคาลอร์ซึ่งเป็นเมืองหลวง โดยมีบริษัทชั้นนำกว่า ๓๐ บริษัท ได้ชื่อว่าเป็น Silicon Valley แห่งอินเดีย ซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ใหญ่เป็นอันดับ ๔ ของโลก และเป็นเมืองที่ดีที่สุดสำหรับการเป็นศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Call Centre) เป็นศูนย์รวมสำนักงานสาขานอกประเทศ (offshore office) และศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัท อาทิ General Electric, Intel และ General Motors
ในขณะเดียวกันการเติบโตด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วไปยังเมือง
อื่น ๆ ด้วย เช่น เมืองเจนไนในรัฐทมิฬนาฑู และเมืองกัลกัตตาในรัฐเบงกอลตะวันตก รวมทั้ง ไฮเดอราบัดและปูเน่ เป็นต้น โดยรัฐเหล่านี้มีกำลังคนที่มีความสามารถในด้านเทคโนโลยีสูง กอรปกับรัฐบาลของรัฐต่างๆ ได้ทุ่มเทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับความเติบโตด้านนี้อย่างเอาจริงเอาจังด้วย
นอกจากนั้น ความเจริญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่เรียกว่า ITes หรือ IT enabled services ยังเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการขยายตัวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของอินเดียที่กำลังเติบโตในเมืองใหญ่ต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วง ๖-๘ ปีทีผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่โตเฉลี่ยปีละร้อยละ ๓๕ พบว่าร้อยละ ๗๐ ในส่วนที่เป็นการขยายตัวของอาคารสำนักงานนั้นเป็นการเช่า/ซื้อของบริษัท IT และ ITes ทั้งของอินเดียและต่างชาติ
ศักยภาพด้านอวกาศของอินเดียเป็นอีกสาขาที่นับได้ว่าทัดเทียมกับมหาอำนาจอื่น
ความสำเร็จในการส่งยานอวกาศ "จันทรายาน" ขึ้นไปในอวกาศนับเป็นก้าวย่างที่สำคัญของอินเดีย โดยภารกิจสำคัญคือการสำรวจและทำแผนที่ดวงจันทร์ พร้อมทั้งค้นหาแร่ธาตุต่างๆ บนดวงจันทร์
นอกเหนือจากโลกตะวันตกแล้ว ในยุคหลังสงครามเย็นตั้งแต่ต้นทศวรรษ ๑๙๙๐ เป็นต้น
มา อินเดียหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียเช่นกัน โดยรัฐบาลของนาย
P.V. Narasimha Rao ได้ริเริ่มดำเนินนโยบาย Look East เพื่อขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยมีความร่วมมือในกรอบต่างๆ คือ อาเซียน-อินเดีย BIMSTEC, ARF, EAS และแม่โขง-คงคา ซึ่งเป็นความพยายามของอินเดียที่ต้องการจะก้าวให้ทันจีนในการเพิ่มบทบาทต่อภูมิภาคนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับจีน ในปัจจุบันเป็นไปในลักษณะเป็นคู่แข่งในด้านการทหาร
ความมั่นคง และพันธมิตรในด้านเศรษฐกิจ กล่าวคือ อินเดียและจีนต่างมีความหวาดระแวงซึ่งกันและกันในเรื่องการแผ่ขยายอิทธิพลทางการเมืองและการทหารของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาข้อขัดแย้งสำคัญระหว่างสองประเทศคือเรื่องเขตแดน ในรัฐจัมมูร์แคชเมียร์ รัฐอรุณาจัลประเทศ และรัฐสิกขิม ทั้งจีนและอินเดียจึงพยายามพัฒนาแสนยานุภาพทางกองทัพของตนเพื่อเป็นการคานอำนาจกันและกัน อย่างไรก็ดี โดยที่ขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกเปลี่ยนแปลงไป สองฝ่ายจึงตระหนักว่า ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต่างฝ่ายจะมีความร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจ เพื่อสร้างพลังให้เอเชียเข้มแข็ง และปัจจุบันจีนถือเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของอินเดีย
นอกเหนือจากความสัมพันธ์ทวิภาคี อินเดีย-รัสเซีย และอินเดีย-จีนแล้ว ทั้งสามประเทศยัง
มีความร่วมมือในกรอบสามฝ่าย รัสเซีย-อินเดีย-จีน เพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศกำลังพัฒนา อาทิ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความร่วมมือในเวที WTO และเพื่อคานอำนาจสหรัฐฯ ในการเป็นผู้ชี้นำทิศทางความเป็นไปของโลกโดยการดำเนินนโยบายฝ่ายเดียว (unilateral) ซึ่งเป็นการสร้างเสริมความแข็งแกร่งของ Multi polar System
นอกจากความร่วมมือสามฝ่าย รัสเซีย-อินเดีย-จีน แล้ว ยังมีการรวมตัวของประเทศ
เศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งสี่ คือ บราซิล รัสเซีย จีน และอินเดีย (BRIC) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนและตัวแปรที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก เมื่อคำนึงถึงจำนวนประชากรซึ่งมีถึง ๔๐ % ของจำนวนประชากรโลก ขนาดของตลาด และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งสี่ ซึ่งนับว่ามีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงยิ่ง
นอกจากนั้น ยังมีการรวมตัวของ อินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ (IBSA) ซึ่งเป็นประเทศที่มี
บทบาทนำในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาของสามภูมิภาค และเป็นเวทีสำหรับการประสานท่าทีร่วมกันในเรื่องต่างๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา และการจัดการเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นอกเหนือจากการขยายความสัมพันธ์ของอินเดียกับประเทศมหาอำนาจต่างๆ แล้ว
ภายหลังการปฏิรูประบบเศรษฐกิจและการเปิดเสรีการค้าการลงทุนกับต่างประเทศ และการประกาศนโยบายมองตะวันออกเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งทำให้อินเดียมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วนั้น ทำให้อินเดียสามารถเปลี่ยนสถานะจากประเทศผู้รับความช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้ว เป็นประเทศผู้ให้ โดยอินเดียเริ่มให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศยากจนในแอฟริกา ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของแอฟริกามากกว่าความช่วยเหลือจากประเทศตะวันตก เป็นผลให้อินเดียได้รับการสนับสนุนในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งองค์การสหประชาชาติ และเวทีระหว่างประเทศอื่นๆ จากประเทศแอฟริกาซึ่งมีจำนวนประเทศมากถึง ๕๓ ประเทศ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อินเดียมีบทบาทและอำนาจต่อรองมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ
กล่าวได้ว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศของอินเดียเป็นไปอย่างอิสระ เพื่อส่งเสริม
ผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก ไม่ได้ดำเนินนโยบายโดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลหรือการกดดันจากประเทศใดหรือขั้วใดขั้วหนึ่ง อินเดียพร้อมที่จะมีความร่วมมือกับประเทศหนึ่งในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของตน แต่ก็กล้าที่จะขัดแย้งและยืนหยัดจุดยืนของตนเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติในอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทและพลังต่อรองของอินเดียที่มีมากขึ้นในเวทีโลก
อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของอินเดีย
ในศตวรรษที่ ๒๑ ก็คือปัญหาด้านความมั่นคง เนื่องจากอินเดียมีปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศอันมีสาเหตุมาจากการที่อินเดียเป็นสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งด้านเชื้อชาติ ชนชั้นวรรณะ และศาสนา กับทั้งยังมีปัญหาขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียใต้ในเรื่องพรมแดน ปัญหาด้านการเมืองความมั่นคง ปัญหาการเข้าเมืองผิดกฎหมาย อาชญากรรมต่าง ๆ รวมทั้งปัญหาการก่อการร้ายอันเนื่องมาจากศาสนาและดินแดน
ภัยคุกคามด้านการก่อการร้ายภายในประเทศของอินเดียในปัจจุบัน ได้แก่
๑) การก่อการ
ร้ายของกลุ่มนิยมลัทธิเหมา (Maoists/ Naxalite) ซึ่งปัจจุบันมีอิทธิพลอยู่ในรัฐพิหาร ฌาขัณฑ์
เบงกอลตะวันตก โอริสสา ฉัตติสครห์ และอานธรประเทศ หรือที่เรียกว่าเขต Red Belt ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ก่อการอย่างอุกอาจมากขึ้น รัฐบาลถือว่าภัยคุกคามจากกลุ่มนิยมลัทธิเหมาเป็นปัญหาระดับชาติที่ร้ายแรงที่สุด
๒) การก่อการร้ายจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในรัฐจัมมูร์แคชเมียร์ และ
๓)ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรัฐที่ยังมีปัญหา คือ รัฐอัสสัม มณีปุระ และนากาแลนด์ นอกจากนั้น ยังมีการ
ก่อการร้ายข้ามพรมแดนจากปากีสถาน ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ก่อการใช้รัฐจัมมูร์แคชเมียร์เป็นฐานปฏิบัติการ แต่ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะขยายขอบเขตการปฏิบัติการออกนอกพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
รัฐบาลมีมาตรการแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในประเทศโดยการจัดตั้งหน่วยรักษาความ
มั่นคงแห่งชาติประจำภูมิภาค ๔ แห่ง ที่เมืองมุมไบ กัลกัตตา เจนไน และไฮเดอราบัด การจัดตั้งหน่วยสอบสวนกลางแห่งชาติ การจัดตั้ง Quick Response Team / Special Intervention Unit ประจำรัฐ เพื่อให้เป็นหน่วยตอบโต้การก่อการร้ายอย่างทันท่วงที ตลอดจนการจัดตั้งกลไกการประสานงานด้านการข่าวระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลแห่งรัฐ สำหรับมาตรการต่อกลุ่มนิยมลัทธิเหมานั้น รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาจากสาเหตุรากเหง้า คือการพัฒนาด้านการพัฒนาในพื้นที่เขตอิทธิพลของกลุ่มนิยมลัทธิเหมา และการแก้ไขระบบการประสานงานของหน่วยงานความมั่นคงระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลของรัฐ
ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและปากีสถานนับได้ว่าอยู่ในสถานะตึงเครียด หลังจากเกิด
เหตุก่อการร้ายที่เมืองมุมไบเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๐๐๘ และต่อมาเกิดเหตุลอบวางระเบิดสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย ณ กรุงคาบูลเมื่อเดือนตุลาคม ๒๐๐๙ ซึ่งอินเดียเชื่อว่า หน่วยข่าวกรองปากีสถาน (ISI) มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้งนี้ ทั้งนี้ อินเดียมีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อปากีสถานและมีจุดยืนชัดเจนที่จะไม่
รื้อฟื้นการเจรจา composite dialogue กับปากีสถาน เว้นเสียแต่ปากีสถานจะแสดงให้เห็นว่ามีการดำเนินการจับกุมตัวผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่มุมไบมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม และกวาดล้างค่ายผู้ก่อการร้ายในปากีสถานอย่างจริงจัง โดยปัจจุบันอินเดียพยายามดำเนินการทางการทูตทั้งในระดับทวิภาคีและเวทีระหว่างประเทศเพื่อชักจูงให้มิตรประเทศร่วมกันกดดันปากีสถานในเรื่องการกวาดล้างการก่อการร้าย
หากอินเดียสามารถขจัดปัญหาความมั่นคงภายในประเทศและพัฒนาความสัมพันธ์กับ
ปากีสถานให้กลับคืนสู่ปกติได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียใต้ ก็จะยิ่งทำให้อินเดียมีโอกาสพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นมหาอำนาจในศตวรรษที่ ๒๑
ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของอินเดียในการยกสถานะและบทบาทของตนในเวทีโลกก็คือการเป็น
สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงองค์การสหประชาชาติ และเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว อินเดียได้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในเวทีสหประชาชาติโดยการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปปฏิบัติภารกิจในประเทศที่ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง และโดยการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างของสหประชาชาติ โดยเฉพาะคณะมนตรีความมั่นคง
ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ส่งเสริมความรุ่งเรืองของอินเดียคือ ความเป็นประชาธิปไตยที่
เข้มแข็ง ซึ่งเป็นคุณลักษณะเด่นและจุดแข็งที่ทำให้อินเดียดำเนินนโยบายในการพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม
เศรษฐกิจอินเดียหลังการประกาศเอกราช
นโยบายเศรษฐกิจของอินเดียหลังการประกาศเอกราช (ค.ศ.๑๙๔๗) ได้รับอิทธิพลจาก
ประสบการณ์ยุคอาณานิคม ซึ่งผู้นำอินเดียในยุคนั้น (โดยเฉพาะนายเยาวหราล เนรูห์ และนาง
อินทิรา คานธี ซึ่งมีพื้นฐานความคิดแบบสังคมนิยม) เห็นว่าเป็นการปกครองที่เอารัดเอาเปรียบประชากรท้องถิ่น ดังนั้น ผู้นำอินเดียในช่วงเวลานั้นจึงวางนโยบายเศรษฐกิจที่ทำให้อินเดียสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเองและมีความเป็นเอกราช โดยเน้นนโยบายการปกป้องตลาดจากการนำเข้า และการทดแทนสินค้านำเข้าด้วยสินค้าที่ผลิตเองภายในประเทศ การเร่งรัดพัฒนาอุตสาหกรรม การแทรกแซงกลไกทางตลาดโดยรัฐ การวางระบบกฎหมายควบคุมกิจการของภาคเอกชนอย่างเข้มงวด และการวางแผนจากส่วนกลาง อินเดียมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจห้าปีที่คล้ายกับแผนของสหภาพโซเวียต ภายในทศวรรษ ๑๙๕๐ รัฐบาลอินเดียได้เข้าครอบครองอุตสาหกรรมเหล็ก เหมืองแร่ ไฟฟ้า ประปา การสื่อสาร และการประกันภัย นอกจากนี้ รัฐบาลได้สร้างกฎระเบียบอันซับซ้อน ซึ่งกำหนดให้บริษัทเอกชนยื่นของใบอนุญาตประกอบธุรกิจในเกือบทุกขั้นตอน อันเป็นการสร้างความลำบากและถ่วงการพัฒนาของรัฐกับภาคเอกชน
การปฏิรูป
ในช่วงยุค ๑๙๘๐ รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของนายราจีฟ คานธี นายกรัฐมนตรี เริ่ม
ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เข้มงวด ยกเลิกการควบคุมราคาสินค้า และลดภาษีบริษัทเอกชน อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวส่งผลให้งบประมาณรัฐและบัญชีเดินสะพัดขาดดุลอย่างสูง ซึ่งเมื่อรวมกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของอินเดีย และสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่หนึ่งซึ่งส่ง ผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ส่งผลให้เกิดวิกฤติดุลการชำระเงิน ทำให้อินเดียไม่สามารถชำระหนี้สินและต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งได้บังคับให้อินเดียดำเนินการปฏิรูปทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง
ในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่เปลี่ยนบทบาทและสถานะของอินเดียใน
เวทีโลก นาย P.V. Narasimha Rao นายกรัฐมนตรี และนาย Manmohan Singh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นได้ริเริ่มมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยการยกเลิกระบบการออกใบอนุญาตควบคุมการลงทุน การนำเข้า และอุตสาหกรรม รวมถึงธุรกิจผูกขาดต่างๆ ของรัฐบาล และนับแต่นั้นมา นโยบายเศรษฐกิจของอินเดียก็ดำเนินไปในทิศทางของระบบเศรษฐกิจการตลาดแบบเสรีนิยม ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาล
ความสำเร็จในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจของอินเดีย นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ
และการพัฒนาของอินเดีย ภายหลังปี ค.ศ. ๒๐๐๔ เศรษฐกิจอินเดียเติบโตสูงสุด เฉลี่ยอยู่ในระดับ
ร้อยละ ๘-๙ และแม้ปัจจุบัน นานาชาติต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกอย่างกว้างขวาง แต่อินเดียก็ยังคงสามารถรักษาสถานะทางเศรษฐกิจของตนไว้ได้ในระดับดี โดยในปี ๒๐๐๘-๒๐๐๙ มีอัตราการเติบโตของ GDP ในระดับร้อยละ ๖.๗ และขณะนี้มีสัญญาณบ่งบอกถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแล้ว
ปัจจัยในการส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินเดียได้แก่ จำนวนประชากรที่มีมากถึง
๑.๑ พันล้านคน มากเป็นอันดับสองของโลก การเติบโตของชนชั้นกลางซึ่งมีประมาณ ๔๐๐ ล้านคนในขณะนี้ ประชากรวัยทำงานที่มีมากถึงร้อยละ ๔๐ ข้อได้เปรียบในเรื่องทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ การเติบโตของภาคบริการซึ่งเป็นภาคธุรกิจหลักของอินเดีย ศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบกับการขยายตัวของสถาบันการศึกษาและสถาบันวิชาการที่ทำให้อินเดียสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพได้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนั้น ชาวอินเดียโพ้นทะเล ซึ่งมีมากถึง ๒๕ ล้านคนทั่วโลก ซึ่งมีบทบาทและประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจในประเทศต่างๆ ทั่วโลกซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นกำลังสำคัญในการนำรายได้ส่วนหนึ่งกลับสู่ประเทศ
ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจหลายประการของอินเดียดังกล่าว ทำให้อินเดียมีการ
ลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีรายงานของ UNCTAD ว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) ของอินเดีย ในปี ๒๕๕๑ มีมูลค่า ๔๖.๕ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ ๘๕ จากปี ๒๕๕๐ (๒๕.๑ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในโลก แม้ว่าการเคลื่อนไหวเงินทุน FDI ทั้งหมดของโลกจะลดลงถึงร้อยละ ๑๐.๕ ก็ตาม (จาก ๑.๙ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ๒๕๕๐ เป็น ๑.๗ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ๒๕๕๑) สำหรับการลงทุนของอินเดียในต่างประเทศ ในปี ๒๕๕๐-๒๕๕๑ มูลค่าการลงทุนของอินเดียในต่างประเทศ ได้เพิ่มขึ้นเป็น ๑๗.๔ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๙.๖ จากปีก่อน) โดยส่วนมากเป็นการซื้อกิจการของบริษัทต่างชาติ (acquisitions)
อินเดียมีปริมาณเงินสำรองต่างประเทศอยู่ที่ ๒๘๖.๗ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (พฤศจิกายน ๒๕๕๒) และล่าสุด ธนาคารกลางของอินเดีย (Reserve Bank of India - RBI) ได้ซื้อทองคำจากสถาบันเงินทุนระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF) จำนวน ๒๐๐ ตัน ซึ่งเป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งที่ IMF ต้องการขาย ทำให้จำนวนทองคำสำรองของอินเดียเพิ่มขึ้นเป็น ๑๗.๕ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ มีอัตราการออมทรัพย์ภายในที่สูง โดยในปี ๒๕๕๐-๒๕๕๑ อยู่ที่ร้อยละ ๓๗.๗ เพิ่มจากร้อยละ ๒๙.๘ ในปี ๒๕๔๖-๒๕๔๗
อย่างไรก็ดี อินเดียยังคงประสบกับปัญหา/อุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจ อาทิ โครงสร้างพื้นฐานทางด้านการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก เรือ อากาศ ที่ไม่ดีนัก ซึ่งรวมถึง ถนน ท่าเรือ
ท่าอากาศยาน ไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่น ๆ การขาดแคลนพลังงาน และต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากเพื่อใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ความล่าช้าในการผ่อนคลายกฎระเบียบการค้าการลงทุน และผลผลิตภาคเกษตรที่ต่ำ
เพื่อรับมือกับผลกระทบของวิกฤตทางการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๑ รัฐบาลและธนาคารกลางของอินเดียได้ออกมาตรการต่าง ๆ โดยรัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๓ ครั้ง และได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้แก่โครงการทางสังคม (social sector schemes) ในการแถลงงบประมาณเมื่อกรกฎาคม ๒๕๕๒ อีกทั้ง ธนาคารกลางอินเดียได้ออกมาตรการการเงินต่าง ๆ รวมทั้ง การลดอัตราเงินสดสำรอง การลดอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางอินเดียให้ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมและที่ธนาคารกลางอินเดียดึงเงินสภาพคล่องจากระบบการเงิน เป็นต้น
นอกจากความเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศแล้ว อินเดียในฐานะประเทศที่กำลังก้าว
สู่การเป็นมหาอำนาจ ให้ความสำคัญต่อกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค และกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ โดยสามารถสรุปกรอบความร่วมมือที่น่าสนใจได้ ดังนี้
บทบาทของอินเดียในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค
Bay of Bengal Initiative Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation (BIMSTEC) : เป็นกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวิชาการสาขาต่างๆ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การเกษตร ประมง พลังงานและการพัฒนา ซึ่งเกิดขึ้นจากนโยบายมองตะวันออก (Look East) ของอินเดียและนโยบายมองตะวันตก (Look West) ของไทย ปัจจุบันมีสมาชิก 7 ประเทศ คือ
บังคลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย ไทย พม่า เนปาล และภูฎาน ทั้งนี้ BIMSTEC มีความสำคัญต่ออินเดียเนื่องจากเป็นกรอบความร่วมมือที่เชื่อมโยงอินเดียและเอเชียใต้เข้ากับเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียเป็นสะพานเชื่อมภูมิภาคเอเชียใต้เข้ากับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน โดยมีถนนสายเอเชียจากอินเดียผ่านพม่าไปประเทศไทยและไปเชื่อมกับถนนสาย North-South และ East-West Economic Corridor ซึ่งเป็นเส้นทางการคมนาคมทางบก เชื่อมโยงประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสำเร็จของ BIMSTEC ในด้านการรวมตัวและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (BIMSTEC FTA) ความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก เรือ อากาศ จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ซึ่งมีปัญหาด้านความมั่นคง ให้เป็นประตูและสะพานเชื่อมกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะทำ
ให้อินเดียมีความใกล้ชิดทางด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระดับประชาชน และมีบทบาทในภูมิภาคดังกล่าวมากยิ่งขึ้น
South Asian Association for Regional Cooperation (SAARC): เป็นองค์กรความร่วมมือ
ของประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีประชากรรวมกันกว่า ๑.๕ พันล้านคน มีเขตการค้าเสรี (SAFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการดำเนินการรวมตัวทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ในภูมิภาคเอเชียใต้ (South Asia Economic Union) อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามข้อตกลง SAFTA ยังประสบปัญหามาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) และขั้นตอนศุลกากร/กฎระเบียบราชการที่ซับซ้อน รวมถึงการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมที่ไม่สะดวก ภัยคุกคามจากการก่อการร้าย และการขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน ส่งผลให้การค้าการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก SAFTA ยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม อินเดียต้องการผลักดันให้ SAARC มีความเข้มแข็งมากขึ้น
Mekong-Ganga Cooperation (MGC): เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
ระหว่างอินเดียกับประเทศลุ่มแม่น้ำโขงห้าประเทศ ได้แก่ พม่า ไทย ลาว กัมพูชาและ เวียดนาม ที่เปิดโอกาสให้อินเดียใช้อารยธรรมขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านความร่วมมือทางด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การศึกษา และความเชื่อมโยงทางคมนาคม ทั้งนี้ ภายใต้กรอบความร่วมมือ MGC อินเดียให้ทุนการศึกษาด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ศาสนาพุทธ โบราณคดี ภาษาบาลีสันสกฤต ปีละ ๑๐ ทุน แก่ประเทศสมาชิก MGC
ในด้านเศรษฐกิจ อินเดีย โดยการสนับสนุนจากสถาบัน Entrepreneurship Development Institute (EDI) ได้จัดตั้งสถาบัน India-Cambodia, India-Laos และ India-Vietnam Entrepreneurship Development Centers ซึ่งช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอินเดียและประเทศดังกล่าว
ในด้านความเชื่อมโยง อินเดียมุ่งหวังว่าจะสามารถเข้าถึงตลาดของประเทศลุ่มแม่น้ำโขงได้สะดวกขึ้น จึงได้เสนอให้สร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงกรุงนิวเดลี-กรุงฮานอย และสนับสนุนการสร้างเส้นทางหลวง East-West Economic Corridor ซึ่งจะทำให้ผู้ขับขี่ยานยนต์สามารถเดินทางจากอินเดียไปถึงเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ ได้เสนอให้ขยายเส้นทาง BIMSTEC ไปถึงลาวและกัมพูชาด้วย
อาเซียน-อินเดีย : หลังจากที่อินเดียได้เริ่มดำเนินนโยบายมองตะวันออก ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินนโยบายมองตะวันตกของไทย อินเดียได้สถาปนาความสัมพันธ์กับอาเซียนในฐานะคู่เจรจาเฉพาะด้าน (Sectoral Dialogue Partner) เมื่อปี ๒๕๓๕ (ค.ศ.๑๙๙๒) ต่อมา อินเดียได้รับการยกสถานะขึ้นเป็นประเทศคู่เจรจาอย่างสมบูรณ์ (Dialogue Partner) เมื่อปี ๒๕๓๘ (ค.ศ. ๑๙๙๕) โดย
อินเดียได้เข้าร่วมการประชุมในกรอบอาเซียน-อินเดีย ทั้งในระดับรัฐมนตรีและผู้นำมาโดยตลอด ล่าสุด นาย Manmohan Singh นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมอาเซียน-อินเดียในระดับผู้นำ ที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๒
ในด้านเศรษฐกิจ อินเดียและอาเซียนได้ลงนามในกรอบการเจรจาทางด้านเศรษฐกิจ อาทิ การเปิดเสรีด้านการค้าการลงทุน การจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกัน โดยสองฝ่ายได้เจรจาจัดทำความตกลงด้านการค้าสินค้าเสร็จสิ้นแล้ว และได้ลงนามความตกลงดังกล่าวเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ และคาดว่าจะสามารถลงนามในความตกลงว่าด้วยการค้าบริการและการลงทุนได้ภายในเดือนมีนาคม ๒๕๕๔
เวทีระหว่างประเทศ
G-๒๐ : อินเดียใช้เวทีนี้ส่งเสริมบทบาทของตนในการจัดการระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการผลักดันการปฏิรูปกฎระเบียบการเงินระหว่างประเทศให้เอื้อต่อผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงการต่อต้านกระแส protectionism ทั้งทางด้านการค้าและการลงทุน ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน
WTO : อินเดียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม WTO Ministerial Meeting on Re-energizing
Doha: a Commitment to Development เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้กระบวนการเจรจารอบโดฮาเริ่มขึ้นอีกครั้งที่นครเจนีวา ซึ่งอินเดียก็ประสบความสำเร็จในการมีบทบาทรวบรวมฉันทามติจากประเทศต่างๆ ให้กลับสู่เวทีเจรจาที่ชะงักงันมานับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นการเปิดตัวอินเดียในฐานะประเทศที่กำลังก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจทางการค้า และเป็นการดึงอำนาจการตัดสินใจในเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าระดับพหุภาคีจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก traditional players เช่น G-8
BRIC : เป็นการรวมกลุ่มระหว่าง อินเดีย-รัสเซีย-จีน-บราซิล ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึง
การประสานท่าทีและความร่วมมือของประเทศมหาอำนาจโลกที่ ๓ ซึ่งถือเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (leading emerging economies) เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันกับชาติตะวันตก
อินเดียมีท่าทีและจุดยืนต่อประเด็นปัญหาของโลก (Global Issue) ซึ่งอินเดียเห็นว่าเป็น
ผลประโยชน์ของอินเดียและประเทศกำลังพัฒนา ดังนี้
WTO : อินเดียต้องการเห็นการเจรจารอบโดฮา Doha Development Round ประสบ
ความสำเร็จ ภายใต้เงื่อนไขที่ผลการเจรจาจะต้องเกื้อกูลต่อการพัฒนา และอยู่บนพื้นฐานของระบบการค้าที่มีกฎเกณฑ์และโปร่งใส โดยประเด็นที่อินเดียให้ความสำคัญคือเรื่องการเกษตร เงื่อนไขที่อินเดียจะยอมรับได้คือ ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องลดการอุดหนุนการส่งออกสินค้าเกษตร ข้อตกลงต่างๆ
จะต้องมีส่วนเกื้อกูลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาชนบทของประเทศกำลังพัฒนา และการเข้าถึงตลาดสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าเกษตร อินเดียมีบทบาทสำคัญในการเจรจาการค้าพหุภาคี โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา และได้จัดการประชุมระดับรัฐมนตรีของ WTO ที่กรุงนิวเดลี เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ เพื่อผลักดันให้มีการเจรจาการค้ารอบโดฮาต่อไป
ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : อินเดียเห็นว่า พันธกรณีของอินเดียในการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่มีความชัดเจนและเป็นธรรม คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยใช้สัดส่วน per capita ทั้งนี้ อินเดียมีอัตราการบริโภคไฟฟ้าต่อหัวน้อยกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกซึ่งรวมทั้งสหรัฐฯ และจีน มากกว่าร้อยละ ๕๐ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาจากประเทศ OECD ในขณะที่ อินเดียซึ่งมีประชากรคิดเป็นร้อยละ ๑๗ ของโลก มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ ๔ ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากคือประเทศกำลังพัฒนา ประเทศพัฒนาแล้ จึงจำเป็นต้องลดระดับก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วนและจริงจัง ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียได้จัดทำแผนดำเนินงานเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทสำหรับการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว
ภัยคุกคามด้านความมั่นคง : อินเดียพร้อมที่จะร่วมมือกับนานาชาติที่จะจัดการกับ
ปัญหาเหล่านี้ ทั้งเรื่องการก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธทำลายล้างสูง อินเดียเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการลดอาวุธ โดยเฉพาะอาวุธนิวเคลียร์ บนหลักการที่เป็นธรรมและไม่เลือกประติบัติ อินเดียยึดมั่นต่อพันธกรณีตามที่ตกลงกันในการประชุมสมัยพิเศษครั้งที่ ๑๐ ของ UNGA เรื่องการลดอาวุธว่าจะให้ความสำคัญลำดับแรกต่อการลดอาวุธนิวเคลียร์ อินเดียเห็นความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อสู้ภัยจากการก่อการร้าย และจะเร่งรัดการจัดทำ Comprehensive Convention on International Terrorism ให้บรรลุผล
การปฏิรูปโครงสร้างองค์การสหประชาชาติ : อินเดียเห็นว่า การขยายสมาชิกภาพของ
คณะมนตรีความมั่นคง ทั้งสมาชิกถาวรและไม่ถาวร มีส่วนสำคัญต่อการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ อินเดียต้องการเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง และได้พยายามขอเสียงจากประเทศ P ๕ และประเทศที่สำคัญอื่นๆ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น บราซิล ซึ่งต่างก็มีความมุ่งหวังที่จะเป็น สมาชิกถาวรของ คณะมนตรีความมั่นคงเช่นกัน ทั้งนี้ อินเดียเห็นว่า ในประเทศ P ๕ รัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศสมีท่าทีตอบรับต่อวัตถุประสงค์ของอินเดียในการเข้าเป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงในทางบวก แต่จีนและสหรัฐฯ ยังคงสงวนท่าที
|